Full Metal Panic! The End of Day by Day

บทที่ 2 Under the Water's Surface

16 ตุลาคม 8.53 น.(เวลาท้องถิ่นญี่ปุ่น)
โชฟุชิ โตเกียว ญี่ปุ่น
โรงเรียนมัธยมปลายจินได

วันที่สี่ของการสอบมิดเทอม วิชาแรกเป็นวิชาประวัติศาสตร์โลก

เวลาในการสอบผ่านไปได้ 23 นาทีแล้ว เสียงเปิดข้อสอบและเสียงขูดขีดของปากกาได้ยินทั่วทั้งห้อง เนื่องจากในห้องนั้นเงียบ เสียงของรถยนต์ที่วิ่งผ่านหน้าโรงเรียนจึงได้ยินชัดเจน สายตาของคานาเมะมองไปยังส่วนบนของข้อสอบ

ความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน ห้าผู้นำผู้เกรียงไกร ออร์กุสตัส ซิเซโร ปฏิวัติในซิซิลี ฯลฯ มีแต่คำที่เธอรู้แต่ไม่เข้าใจ และเธอคงจะลืมไปในทันทีเมื่อสอบเสร็จ วิชาบังคับพวกนี้ไร้ประโยชน์ แล้วก็เอาไปใช้อะไรไม่ได้เลย

เธอหันหน้าไปทางหน้าต่าง

ที่นั่งของโซสึเกะยังว่างเปล่าอยู่เหมือนเดิม

เขาหายตัวไปตั้งแต่วันก่อนโน้นที่เธอโทรหาเขาก่อนสอบ เธอคิดว่าเขาคงจะกลับมาในวันนี้ แต่เขาก็ยังไม่มาอยู่ดี สุดท้ายแล้วเขาก็ขาดสอบตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย

(จริงๆเล้ย..)

เธอถอนหายใจ โรงเรียนก็เงียบดีอยู่หรอกเมื่อโซสึเกะไม่อยู่ แล้วเธอก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย แต่ทำไมเธอถึงได้ไม่สบายใจนะ ทำไมมันถึงรู้สึกเหมือนกับว่ามีบางอย่างหายไป ไม่... ไม่... นี่ฉันกำลังสอบอยู่นะ มีสมาธิหน่อยสิ

เธอบังคับตัวเองให้กลับมาสนใจข้อสอบ

การล่มสลายของอาณาจักรจีน การขยายดินแดนของราชวงศ์ฮั่น โจรโผกผ้าเหลือง โจโฉ ศึกเซ็กเพ็ก ฯลฯ ด้วยความที่เธอเคยอ่านการ์ตูนสามก๊กมาแล้ว เธอจึงรู้เรื่องพวกนี้ดี แต่เธอจำตัวคันจิไม่ได้ คำว่า โค ที่อยู่ใน โคเมย์ นี่มันเขียนยังไงนะ

(ตอนนี้เขาจะอยู่ที่ไหน)

อยู่ๆเธอก็คิดขึ้นมาขณะเขียนคำตอบ

(กำลังทำอะไรอยู่.. ถ้าเป็นงานที่อันตราย.... จะบาดเจ็บหรือเปล่า... แล้วถ้าแอบไปพบกับผู้หญิงล่ะ.. จะว่าไปแล้ว ตอนที่โทรไปหาเมื่อวันนั้นก็มีท่าทางแปลกๆซะด้วยสิ...")

เธอเรียกสติกลับมาอีกครั้ง ไม่ ทำแบบนี้ไม่ได้ ฉันคิดถึงหมอนั่นอีกแล้วเหรอเนี่ย

(อ๊าาา โธ่..)

ความผิดของหมอนั่นแท้ๆ จู่ๆก็หายตัวไป แล้วยังจะขาดสอบอีก ทำให้ฉันต้องมานั่งกังวล เอ่อ...ก็แบบว่าฉันเป็นหัวหน้าห้องไง แล้วเราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้ากันด้วย เหตุผลก็มีอยู่แค่นั้นแหละ แต่ทำไมฉันต้องคิดมากขนาดนี้ด้วยนะ ถ้าเขาไม่อยู่ก็ดีแล้วนี่ จะได้มีสมาธิทำข้อสอบ แต่ว่า....

ในตอนนั้นเอง ประตูห้องเรียนก็ถูกเปิดออก

"ขอ...โทษที่มาสายครับผม" ไม่ใช่ใครที่ไหน ซางาระ โซสึเกะนั่นเอง เขาก้าวเข้ามาในห้อง หัวไหล่โยนเล็กน้อย

ดูเหมือนว่าเขาจะรีบมาเป็นอย่างมาก เพราะมีเหงื่อไหลซึมตามใบหน้า  อีกทั้งเขายังไม่ได้สวมเครื่องแบบนักเรียนด้วย แต่กลับใส่ชุดพรางสีเขียวเข้มแทน ซึ่งชุดนั้นก็ต่างจากชุดที่เขาเคยใส่ เพราะมันมีคำว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ปักอยู่ตรงหน้าอก

"ซางาระ เธอมาสอบด้วยเหรอ?แล้วชุดนั่นมันอะไร?" อาจารย์คุมสอบถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ

"ขอโทษครับ ผมไม่มีเวลาเปลี่ยน ก็เลย.."

"ช่างเถอะๆ รีบๆไปหาที่นั่งได้แล้ว"

"ครับผม"

โซสึเกะรีบเข้าไปนั่งที่ของตัวเอง ระหว่างทาง ชินจิ คาซาม่า เพื่อนร่วมชั้นก็กระซิบถาม

(ซางาระคุง ทำไมถึงใส่ชุดนั้นมาล่ะ?)

(สถานการณ์พาไป)

เขาตอบสั้นๆแล้วนั่งลง รับข้อสอบจากอาจารย์ หยิบกล่องดินสอออกมา เปิดข้อสอบแล้วเริ่มลงมือทำ

คานาเมะมองเขาอย่างใจลอยข้ามห้องมา โล่งอก เธอรู้สึกเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ในตอนนั้นเองที่สบตากัน โซสึเกะยกปากกาขึ้นเหมือนกับจะบอกว่า "อรุณสวัสดิ์" คานาเมะเลิกมองโดยทันทีและหันไปทำข้อสอบต่อ

*****
17 ตุลาคม 16.09 น.(เวลาท้องถิ่นออสเตรเลีย)
ซิดนี่ย์ ศูนย์บัญชาการมิธริล ประจำออสเตรเลีย

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสินะ ที่ได้มาห้องสอบสวนห้องนี้กับพันตรีคาลินิน เทสซ่าคิด ครั้งก่อนคนที่นั่งอยู่ในห้องเป็นเด็กผู้ชายอายุราว 15-16 ปี ครั้งนี้เป็นผู้ชายวัยกลางคน

วินเซนต์ บลูโน่ที่เหมาและพวกลักพาตัวมานั้น กำลังยิ้มอย่างยียวน

นั่นคงจะเป็นแค่การแสดงท่าทางตบตาเท่านั้น ที่นี่ไม่ใช่สถานีตำรวจ แต่เป็นศูนย์บัญชาการของมิธริล เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทนายมาคอยแก้ต่างให้ แล้วก็ไม่ต้องหวังถึงการสอบสวนอย่างยุติธรรม ซึ่งบลูโน่ที่นั่งอยู่ข้างหลังกระจกที่มองเห็นได้ทางเดียวนั้นก็รู้เรื่องนี้ดี

เทสซ่าสวมเพียงแค่เสื้อโค้ททับเครื่องแบบที่เธอใส่ประจำ ส่วนคาลินินก็สวมเพียงเสื้อฝึกสีเขียวมะกอก พวกเขานั่งเครื่องบินไอพ่นของมิธริลมา จากนั้นก็ขึ้นรถลีมูซีนมาจากสนามบินเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็น

ทั้งคู่บินตรงจากฐานทัพเกาะเมริดามายังซิดนี่ย์ทันทีที่ได้รับแจ้งว่า ภารกิจชิงตัวบลูโน่ประสบความสำเร็จ

ชายคนนี้มีส่วนรับผิดชอบในวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือ นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ผิดแน่ แต่เธอเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เขาเป็นศัตรูซึ่งเธอควรที่จะโกรธและเกลียดจนสุดหัวใจ แต่เธอเพียงแค่รู้สึกเหยียดๆนิ่งอยู่ในอกเท่านั้น

"ไม่อยากจะเชื่อเลย"เธอรำพึง"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ท่าทางไม่มีอะไรแบบนั้น จะเกือบจมเรือของฉันได้"

"ท่านพูดแบบนั้นก็เพราะหมอนั่นมันดูน่าสงสาร ท่าทางแบบนั้นจะหลอกให้ศัตรูตายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่จะเอาชนะศัตรูได้ จริงไหมล่ะครับ"คาลินินตอบ

เมื่อมองผ่านกระจก ก็จะเห็นผู้ชายอีกสองคนอยู่ในห้องสอบสวนพร้อมกับบลูโน่ด้วย ทั้งคู่มาจากศูนย์บัญชาการด้วยเช่นกัน ยศร้อยโทและสิบโท ตามที่คาลินินบอกคนที่มียศร้อยโทมาจากหน่วยข่าวกรองในเปรูและดูเหมือนจะถนัดในการสอบสวน

"เริ่มจากคำถามง่ายๆก่อนนะครับ คุณบลูโน่" เขาเริ่ม "คุณเป็นเลขานุการประจำฝ่ายบุคคลเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แล้วคุณก็จัดการให้จอห์น โฮเวิร์ด ดันนิกัน และ เกียง เบียน เบา เข้ามาเป็น SRT ประจำกองเรือแปซิฟิกตะวันตก สังกัดทัวฮา เดอ ดานัง คุณแก้ไขหรืออาจจะลบข้อมูลของเจ้าหน้าฝึกหัดสี่นายออก รวมทั้งยังเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ทั้งคู่ได้รับการแนะนำมาจากศูนย์ฝึกเบลิซ จากนั้นจึงส่งเข้าประจำการในทัวฮา เดอ ดานัง ที่กำลังขาดคนและไม่มีตัวเลือกอื่นอีกแล้ว ผมพูดถูกไหมครับ?"

"ไม่เข้าใจเลยว่านายพูดอะไร" บลูโน่พูดไม่มีหางเสียง เขาเหม่อมองไปในอากาศ ร้อยโทคนนั้นยิ้มแล้วเดินไปยังสิบโทคนที่ยืนอยู่ข้างๆพร้อมกับพูดว่า

"จัดการ"

"ครับผม" สิบโทร่างยักษ์ตอบ เขาชกลงไปที่หน้าของบลูโน่ทันที

"อ๊าก-!"

บลูโน่กลิ้งตกเก้าอี้ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น สิบโทตามไปกระชากคอเสื้อเขาขึ้นมา กดหน้าอกลงไปกับโต๊ะ กางนิ้วก้อยของเขาออก และดึงมันกลับในทิศทางตรงกันข้าม

"ยะ...หยุด ฉันจะ.."

กร๊อบ เสียงอันน่าสยดสยองดังออกมา กระดูกนิ้วก้อยของเขาหัก เสียงร้องโหยหวนของบลูโน่ดังลั่นห้อง

"ไม่ต้องห่วง เดียวก็จบแล้วครับ" คาลินินบอกเทสซ่าที่สะดุ้งและเบือนหน้าหนี บลูโน่สั่นไปทั้งตัวและกำลังสะอึกสะอื้น

"พอ....พอแล้ว...ได้โปรด ผมเข้าใจแล้ว จะบอกหมดทุกอย่างเลย หยุดเถอะ ได้โปรด.." เขาคร่ำครวญ เอามือประคองนิ้วที่ห้อยต่องแต่งของเขาเอาไว้

"งั้นก็ตอบฉันมา ว่าแกใช่มั้ยที่ส่งดันนิกันกับเกียงไปที่ TDD-1?"ร้อยโทถามเสียงเย็น

"ใช่! ใช่ ผมเอง!"

"ใครสั่ง?"

"ผมไม่รู้"

"อย่ามาโกหก!"

"เดี๋ยว ผะ...ผมไม่รู้ชื่อจริงของพวกมัน! มันแค่บอกให้เรียกว่า อมัลกัม"

"อมัลกัม? คืออะไร?"

"ไม่รู้ ผมไม่รู้ คิดว่าอาจจะเป็นหน่วยสืบราชการลับโซเวียตหรืออะไรทำนองนั้น พวกนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธด้วย ตอนแรกก็แค่งานเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่ตอนหลังพวกมันจ่ายถึงสองแสนเหรียญ ตั้งสองแสนเชียวนะ ลองนึกดูสิ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธเลยนี่ ผมก็เลยช่วยไปสองครั้ง..."

"คิดว่าไงครับ...?" คาลินินถามเทสซ่าซึ่งยืนฟังอยู่เงียบๆ เขาหันกลับไปมองที่จอ LCDข้างๆ ตัว แล้วพูดต่อว่า "ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหก แล้วก็คงจะไม่ได้ปิดบังจุดประสงค์อื่นเอาไว้ น่าเสียดายที่เราคงจะไม่ได้ข้อมูลมากไปกว่านี้"

คอมพิวเตอร์กำลังวิเคราะห์คำพูดของบลูโน่ โดยตรวจวัดระดับความเครียดในน้ำเสียงและความเชื่อถือได้ของคำให้การ มันเป็นเครื่องจับเท็จรุ่นใหม่ที่มีระบบค่อนข้างแม่นยำ จุดประสงค์ของการใช้ความรุนแรงก่อนหน้านั้นก็เพื่อทำให้ผู้ต้องสงสัยได้เล่าความจริงออกมาเพื่อนำไปวิเคราะห์

"อมัลกัม...ชื่อนี้มีนัยยะอะไรรึเปล่านะ?"

"มิธริล" คือชื่อของโลหะสีเงินในตำนาน ส่วนศัตรูเรียกตัวเองว่า"อมัลกัม" โลหะผสมปรอท ตั้งใจจะเล่นตลกกันสินะ

"สาบานได้เลยว่า ผมไม่รู้ตัวจริงของพวกมัน!" บลูโน่ร้อง หน้าซีดๆของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่ๆ เขาจ้องมองไปยังห้องมืดที่อยู่อีกฝั่งของกระจก

"พอใจรึยังล่ะ!? ได้ยินหมดแล้วนี่ !? เอาแต่ยืนมองอยู่นั่นแหล่ะ  แน่จริงก็ปรากฎตัวออกมาเลยสิ ดูสิว่าแกทำอะไรกับฉันไว้...มิธริลบ้าอะไร มันคือโลหะอุบาทว์ต่างหาก! ทรราชที่ทำตัวเป็นพระเอก นั่นแหล่ะคือสิ่งที่พวกแกเป็น!"

"ใจเย็นก่อน คุณบลูโน่"

"แกจะให้ฉันทำยังไง หา!? ไปลงนรกซะไป๊ ขอให้แกตายอย่างหมา ไอ้ชาติชั่ว ไอ้เลว ไอ้..!"

เทสซ่าพยายามข่มความโกรธเอาไว้ ไม่สนใจเขา แต่เสียงด่าของบลูโน่ยังดังผ่านประตูออกมาไม่หยุดปาก

"กล้าดียังไง..."

ใบหน้าของลูกน้องที่เสียชีวิตไป ปรากฎขึ้นมาในใจ รู้สึกราวกับว่าเลือดในตัวกำลังเดือดปุดๆ เธออยากจะเปิดไฟในห้องให้เขาเห็น แล้วก็กล่าวคำผรุสวาทใส่เขาบ้าง แกนั่นแหล่ะฆาตกร คืนลูกน้องของฉันมานะ แกต่างหากที่ควรจะถูกสาบแช่ง แกมันคนไร้ค่า ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ดีแต่นั่งพ่นสิ่งสกปรกออกมา ไม่ได้สำนึกถึงสถานะตัวเองเลย แกมันน่าขยะแขยง เป็นพวกบัดซบ อยากจะให้ฉันสั่งสิบโทตรงนั้นให้หักนิ้วที่เหลือของแกออกให้หมดไหม...!?

ความรู้สึกเกลียดชังอย่างรุนแรงถาโถมใส่เธอ เธอไม่เพียงแค่รู้สึกโกรธอย่าเดียว แต่บางสิ่งที่รุนแรงกว่านั้นกำลังลุกไหม้ในใจเธอ

"กัปตันครับ"

เสียงของคาลินินดึงเธอกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

มือของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอรู้สึกเกลียดตัวเอง ไม่อยากจะยอมรับว่า เมื่อครู่นี้เธอกำลังต้องการเห็นชายคนนั้นเจ็บปวดทรมาน

"ปล่อยที่นี่ไว้ให้เป็นหน้าที่ร้อยโทเถอะครับ ท่านนายพลบอร์ด้ารออยู่"

"...ค่ะ" เธอตอบอย่างเพลียๆ และเดินไปจากบลูโน่ที่ยังด่าไม่หยุด

"มันไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอคะ...?"

กับทั้งเขาและเรา เธอเสริมกับตัวเอง

"ผมคงไม่ปฏิเสธหรอกครับ แต่มันก็ได้ผล แล้วมันก็ไม่อันตรายถึงชีวิต อีกไม่นานนิ้วของเขาก็จะหายดี"

"ฉันรู้ค่ะ แต่ว่า..."เธอมองใบหน้าด้านข้างที่ไร้ความรู้สึกของคาลินิน

นี่เขาไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอเนี่ย? เห็นยืนมองอยู่เฉยๆ ไม่มีอาการอะไรเลย ผู้ชายคนนั้นก็ฆ่าลูกน้องของเขาด้วยไม่ใช่เหรอ

ทันทีที่เธอหยุดคิด ชายชาวรัสเซียนั้นก็บอกด้วยเสียงเย็น

"ถ้าเป็นผม ผมคงเลาะนิ้วเขาออกหมดแล้วล่ะครับ"


ทั้งคู่ออกจากห้องสอบสวน ตรงไปที่สำนักงานของหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ

ศูนย์บัญชาการของมิธริลที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ ตั้งอยู่ตรงมุมถนนใจกลางเมืองซิดนี่ย์

ถ้าจะบอกว่ามิธริล องค์กรที่มีกิจกรรมอยู่ทั่วโลก มีฐานทัพสำคัญตั้งอยู่ในออสเตรเลียแห่งนี้ คนสองสามคนคงจะมองมาด้วยความสงสัย และถ้าจะบอกว่าฐานทัพที่นี่มีความทันสมัยกว่าในยุโรป ทั้งยังถูกใช้เป็นฐานลำเลียงและส่งกำลังสนับสนุน รวมถึงจัดการเรื่องต่างๆแล้วด้วย คงไม่มีนักธุรกิจคนไหนเชื่อ

อย่างน้อย นั่นก็เป็นสามัญสำนึกเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แต่เนื่องจากการพัฒนาอันก้าวไกลของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียมและอินเตอร์เน็ต ข้อมูลมากมายหลั่งไหลไปได้ทั่วโลก ทำให้ที่ตั้งของศูนย์บัญชาการไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แล้วก็เพราะว่าเมืองอย่างปารีส ลอนดอน บรัสเซล เจนีวา มีองค์กรด้านข้อมูลที่ทรงอิทธิพลตั้งอยู่ การจัดตั้งฐานขนาดใหญ่ที่นั่นจึงเป็นไปได้ยาก

พูดง่ายๆก็คือ มันเป็นการลุกล้ำสถานที่นั่นแหล่ะ

มิธริลเป็นองค์กรที่พึ่งตั้ง ประมาณสิบปีก่อนที่จะเริ่มวางโครงสร้าง พวกเขาวางแผนที่จะสร้างศูนย์บัญชาการไว้ในยุโรป แต่ปัญหาเล็กๆก็ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ จนในที่สุดมันก็ล้มเหลว จึงทำให้ตอนนี้ สำนักงานด้านข้อมูลข่าวสารของมิธริลในยุโรป เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

ศูนย์บัญชาการที่มีชื่อว่า "สกายสแครบเปอร์" นั้นเป็นตึกเตี้ยๆ

ตามเอกสารแล้ว เจ้าของอาคารแห่งนี้คือ "บริษัทรักษาความปลอดภัย อาร์กีรอส"

"อาร์กีรอส" เป็นฉากหน้าที่มิธริลใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาทำธุรกิจรักษาความปลอดภัยในที่ต่างๆทั่วโลก และทำกำไรมากมายจากงานนั้น ภาพลักษณ์ภายนอกของสมาชิกมิธริลนั้น เป็นคนทำงานด้านการดูแลความปลอดภัย และด้วยการทำงานในสายงานเช่นนี้จึงช่วยให้พวกเขาอธิบายเรื่องงานของตนเองกับคนอื่นได้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนั้นแล้วมิธริลยังมีบริษัทที่คล้ายกันนี้อีกหลายแห่ง

ธุรกิจที่พวกเขาทำนั้นหลากหลาย เป็นต้นว่า บริษัท"โรสแอนด์ฮัมเบิลตัน" ผู้ผลิตเตาพลังงานนิวเคียร์ที่ใช้ใน M9 , อูมันแทกค์ ที่ใช้ในงานด้านการขนส่ง , มาร์ติน มารีเอต้า ซึ่งเป็นแกนหลักด้านการบิน ฯลฯ บริษัทเหล่านี้มีทั้งที่เป็นบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำไปจนถึงบริษัทที่พึ่งรอดพ้นจากการถูกฟ้องล้มละลาย พวกเขานั้นมีสถาบ้นด้านการเงินที่ทรงอิทธิพลอยู่หลายแห่ง เช่นเดียวกับบริษัทที่มีแต่เพียงชื่อในเอกสาร

นอกเหนือไปจากการจัดการองค์กร มิธริลใช้ธุรกิจเหล่านี้เพื่องานด้านการข่าว จัดหางบประมาณ ส่งกำลังลำเลียง ค้นหาผู้ร่วมงานที่มีความสามารถ... ผู้คนมากมายที่ทำงานอยู่กับบริษัทเหล่านี้ ไม่รู้แม้กระทั่งการมีตัวตนอยู่ของมิธริล

ตึก "อาร์กีรอส"ที่มิธริลใช้เป็นศูนย์บัญชาการนั้นดูเก่า แต่ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ทุกจุดในตึกจะถูกติดตั้งสัญญาณเตือนภัย อีกทั้งยังมีกล้องวงจรปิดและรปภ.นอกเครื่องแบบอีกนับไม่ถ้วน

เทสซ่าและคาลินินมาถึงสำนักงานหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ เลขานุการผู้ชายออกมาต้อนรับพวกเขา

"ยินดีที่ได้พบอีกครั้งครับ คุณกัปตัน"

"ยินดีที่ได้พบค่ะ คุณแจ๊คสัน สบายดีนะคะ แต่อย่าเรียกฉันว่าคุณกัปตันเลยค่ะ" เมื่อเธอพูด เลขานุการวัยเกือบสี่สิบก็ยิ้มหน้าบาน

"ไม่ได้หรอกครับ ก็คุณดูไม่เหมือนคุณหนูอีกแล้ว จากที่ผมได้ยินมานะครับ คุณมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากเลย เพราะงั้นแล้วผมจึงต้องขอแสดงความเคารพสักหน่อยล่ะครับ"

"ขอบคุณค่ะ ไม่ว่าฉันจะว่ายังไง คุณก็คงจะไม่เปลี่ยนใจสินะคะ"

ก่อนที่จะได้ไปประจำการที่ทัวฮา เดอ ดานัง เทสซ่าเคยทำงานที่ศูนย์บัญชาการแห่งนี้อยู่ช่วงหนึ่ง นอกจากช่วยเหลือพลเรือเอกบอร์ด้าแล้ว เธอยังทำงานวิจัยเรื่องการรบทางทะเล การรบใต้น้ำ การรบในสภาพการณ์พิเศษ ซึ่งผู้ช่วยเลยนุการแจ็คสันคนนี้ก็รู้จักกับเธอในตอนนั้น ซึ่งเขามักจะเรียกเธอว่า "คุณหนู" หรือไม่ก็ "หนูเทสซ่า" เธอพึ่งจะได้รับตำแหน่งกัปตันก็ตอนที่ได้เป็นผู้บัญชาการของ TDD-1.

"ท่านนายพลอยู่ที่ไหนเหรอคะ?"

"ท่านกำลังคุยสายอยู่ครับ แต่ผมคิดว่าท่านคงไม่ว่าอะไรถ้าคุณจะเข้าไปนะครับ"

"ขอบคุณค่ะ"

หลังจากที่กล่าวขอบคุณแล้ว ทั้งเธอและคาลินินก็เดินไปในห้องของนายพลบอร์ด้า

ห้องนั้นกว้างประมาณร้านกาแฟ ตู้หนังสือติดผนังนั้นสูงและเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นทำด้วยไม้ลงเงา แสงที่ส่องมาจากภายนอกกับแสงจากหลอดไฟชนิดไส้  ทำให้ห้องมีบรรยากาศคล้ายกับห้องสมุดเก่า

พลเรือเอกบอร์ด้านั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงาน กำลังคุยโทรศัพท์อยู่

"ใช่...อืมม ผมเข้าใจ ใช่ นั่นมันหน้าที่ของผม เราจะจัดการเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหน่วยของเราเอง แน่นอนผมจะส่งบันทึกการสอบสวนให้คุณด้วย เชื่อกันหน่อยเถอะน่า...การคุ้มครอง?ผมไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร"

ขณะที่เขากำลังคุยโทรศัพท์ติดพันอยู่นั้น พลเรือเอกบอร์ด้าก็หันมารับการทำความเคารพจากเทสซ่าและคาลินิน เขาชี้ไปที่เก้าอี้รับแขก และทำปากขมุบขมิมบอกว่า"นั่งก่อนสิ"

"ก็คงอย่างนั้น...เออ อยากทำอะไรก็ตามใจ...ใช่ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังแล้วกัน...อืม..ผมก็ว่าอย่างนั้น...ไม่.. ผมมีแขก แค่นี้นะ" เขากดปุ่มวางสายโดยที่ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ โยนหูโทรศัพท์ลงไปบนโต๊ะราวกับว่ามันเป็นของที่น่าขยะแขยง แล้วยืนขึ้นช้าๆ

"ดีใจที่พวกเธอมานะ จะดื่มอะไรดีล่ะ?" เขาถามพร้อมกับเดินไปที่บาร์เล็กๆตรงมุมห้อง

"หนูขอน้ำเปล่าก็พอ ขอบคุณค่ะ"

"ผู้พันล่ะ?"

"เหมือนกันครับ"

"ว้า ไม่หนุกเลย"เขาพูดพลางยักไหล่แล้วก็หยิบขวดน้ำออกมาจากตู้เย็น

"M9 ทำงานเป็นยังไงบ้างล่ะผู้พัน?" บอร์ด้าถามชวนคุย

"ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ความสามารถอยู่อีกมากครับ แต่โดยรวมแล้วค่อนข้างจะน่าพอใจ ยังมีปัญหาด้านการบำรุงรักษาอยู่บ้าง  เพราะความแข็งแรงของชิ้นส่วนบางชิ้นยังต่ำมาก เลยทำให้จำนวนอะไหล่ที่เก็บสำรองเอาไว้ ลดลงไปอย่างรวดเร็วครับผม"คาลินินตอบอย่างคล่องแคล่ว

"คุณยังเหมือนเดิมเลยนะ" บอร์ด้าพูดยิ้มๆ

เมื่อมีคนพูดถึง เฌอโรม บอร์ด้า หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการของมิธริล ก็จะพูดว่าเขานั้นคล้ายกับคุณลุงใจดีคนหนึ่ง ด้วยท่าทางที่อ่อนโยนของเขานั้น ชวนให้ใครต่อใครนึกถึงคุณลุงขายไส้กรอกที่ใส่ผ้ากันเบื้อนอยู่ในสวนสาธารณะ

เขาอายุเกือบจะ 60 อยู่แล้ว แต่ผมสีดอกเลาของเขานั้น ทำให้เขาดูเป็นหนุ่มกว่านั้นสักสิบปี แม้แต่กับคนที่อายุพอที่จะเป็นหลานได้อย่างเทสซ่า ก็ยังเห็นว่าเขานั้นดูดีอยู่มาก อาจจะหยาบคายไปกับผู้ชายอย่างเขาสักหน่อย แต่ด้วยถุงน้ำรอบดวงตากับมุมปากที่ห้อยย้อย ก็ทำให้เขาดูคล้ายกับสุนัขตัวเล็กๆน่ารักอยู่เหมือนกัน

แต่นั่นไม่ได้ความว่าเขานั้นไม่มีความสง่างามเอาซะเลย ตรงกันข้าม ใครก็ตามที่ได้พบกับเขาสักครั้ง คงจะบอกได้เลยว่าเขานั้นเป็นคนที่ฉลาดและมีประสบการณ์มาก รวมทั้งยังมีศักยภาพและคุณสมบัติในการเป็นผู้นำอีกด้วย ด้วยความที่เขานั้นอยู่ในกองทัพเรืออเมริกันมานานกว่า 30 ปี ไต่เต้าขึ้นมาจากกลาสีเรือไปจนถึงขั้นนายพลได้ ทำให้ในดวงตาคู่นั้นนั้นมีริ้วรอยของความเศร้าจากการที่ได้เห็นโลกมามากปรากฏอยู่ พูดด้วยความเคารพแล้ว เขานั้นก็ไม่ต่างอะไรกันกับคาลินินเลย

"เมื่อกี้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองโทรมา"เขาพูดขณะกำลังรินน้ำใส่แก้ว "ดูเหมือนว่าเราจะทำให้พวกเขาคลั่งเพราะดันไปลักพาตัวบลูโน่มาก่อน พวกนั้นก็ได้ข่าวมาแล้วว่าบลูโน่อยู่ในซิซิลีด้วยเหมือนกัน มันก็เลยเกิดปัญหาว่าเราไม่ยอมแจ้งไปที่พาลโฮรอนก่อนที่จะลงมือทำอะไร"

"พาลโฮรอน" เป็นหนึ่งในสี่กองพลย่อยของหน่วยปฏิบัติการ ซึ่งตามหน้าที่แล้ว พวกเขาต้องเป็นฝ่ายที่รับภารกิจลักพาตัวครั้งนี้ การเคลื่อนพลของกองเรือแปซิฟิกตะวันตก ทัวฮา เดอ ดานัง เพื่อไปลักพาตัวบลูโน่ออกมา จึงเป็นการทำงานข้ามหน้าข้ามตาหน่วยข่าวกรองอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นภารกิจนี้ยังใช้คนเพียงไม่กี่คนอีกด้วย

"งั้นเราก็ต้องส่งตัวบลูโน่ให้กับหน่วยข่าวกรองด้วยหรือคะ?"เทสซ่าถาม

"ใช่... แต่แน่นอนว่าลุงปฏิเสธไปแล้ว เออ..จริงสิ พวกเธอมาดูการสอบสวนใช่ไหม?"

"ค่ะ.."

"ลุงอยากให้หนูเข้าใจว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง การเป็นหัวหน้าหน่วยรบนั้น ต้องก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ล้างผลาญชีวิตผู้อื่น เส้นทางที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสนามรบอันยาวไกลและโหดร้าย"บอร์ด้าพูด มีนัยลึกลับปรากฎบนใบหน้า

ในที่สุดเทสซ่าก็เข้าใจ พลเรือเอกบอร์ด้าชวนเธอมาดูการสอบสวนด้วยตนเอง แต่เมื่อมาถึงแล้วกลับได้รับการบอกกล่าวจากเจ้าหน้าที่ว่า"ท่านนายพลกำลังติดธุระอยู่ครับ ไม่ทราบว่าอยากจะไปดูการสอบสวนของบลูโน่ก่อนไหมล่ะครับ?"

ทำไมคุณลุงต้องการให้เธอดูเรื่องแบบนั้น? ดูแล้วจะได้อะไร? เรื่องที่สงครามไม่ได้สวยงามอะไรนั่น มันเป็นเรื่องสามัญอยู่แล้ว  เธอไม่คิดว่าเขาจะสอนเรื่องธรรมดาแบบนั้นให้เธอหรอกนะ แน่นอนว่า เมื่อเปรียบตัวเองกับท่านนายพลหรือคาลินินหรือคนอื่นแล้ว อาจจะเป็นเคราะห์ดีอยู่แล้วที่เธอไม่ได้เห็น "เรื่องสกปรก" แบบนั้น

แต่สิ่งที่ชายวัยกลางคนคนนี้บอกดูจะมีความหมายกำกวมมากกว่านั้น มันซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาได้ หรือว่ามันจะมีนัยยะอะไรบางอย่างที่เธอยังไม่เข้าใจซ่อนอยู่?

คำใบ้ที่ดูจะเป็นลางไม่ดี ท่าทางที่ดูเศร้าๆ หลายสิ่งมาประกอบกัน

เขาไม่ได้กำลังบอกใบ้ให้เธอรับรู้ เมื่อเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นและความอึดอัดใจที่ต้องเผชิญต่อไปงั้นเหรอ..? แม้ว่าเธอจะเป็นอัจฉริยะ แต่ก็มีหลายเรื่องที่เด็กผู้หญิงอายุสิบหกสิบเจ็ดปีอย่างเธอยากที่จะเข้าใจได้ สิ่งนั้นใช่ไหมที่ท่านนายพลต้องการจะบอก

"หนูคิดมากไปแล้ว"ท่านนายพลพูด ยืนแก้วให้เทสซ่า "แล้วหนูก็จะเข้าใจเอง ไม่ช้าก็เร็ว"

"แล้วบลูโน่จะเป็นยังไงต่อไปคะ?"

"ลุงอยากจะลงโทษให้ถึงที่สุด แต่เราไม่ใช่กองทัพทั่วไป ตามระเบียบแล้วสิ่งที่ทำได้ก็คือการไล่ออก แต่มันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะอย่างนั้นแล้วเราจึงต้องลงโทษโดยการกักบริเวณ จนกว่าข้อมูลที่เขารู้เกี่ยวกับองค์กร ศักยภาพ เจ้าหน้าที่ ยุทโธปกรณ์ และสิ่งต่างๆของมิธริลจะเก่าและไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว"

เทซซ่ารู้จักระเบียบนั้นเช่นกัน การจำคุกห้าปีอาจจะกลายเป็นจำคุกไม่มีกำหนด สิบปีหรืออาจจะสิบห้าปี แต่องค์กรนี้จะอยู่นานขนาดนั้นเลยหรือ เธอกำลังจมอยู่ในความคิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด

"เราไม่ใช่ชมรมเพื่อนใจคลายเหงา เพราะงั้นแล้วจึงต้องใช้กฎหมายมาตัดสิน อย่างไรก็ดีทางฝ่ายบริหารจะกำหนดบทลงโทษลงมาเอง หลังจากที่เราสอบปากคำเขาเสร็จแล้ว" บอร์ด้าพูด เขาเปลี่ยนเรื่องโดยเดินไปนั่งที่โซฟาตรงข้ามกับทั้งคู่

"เอาล่ะ ลุงเรียกพวกเธอมาเพื่อจะคุยเรื่องอื่นด้วย ลุงคิดว่าเราควรจะปรับโครงสร้างการทำงานกันสักหน่อย"

"ทำไมเหรอคะ?"

"ลุงอ่านรายงานสถานการณ์ที่เกาะเปริโอแล้ว คนญี่ปุ่นสองคนนั่น เด็กผู้หญิงที่ชื่อจิโดริ คานาเมะกับสิบโทซางาระ บทบาทของพวกเขานั้นมันน่าเหลือเชื่อมาก อย่างที่หนูย้ำในรายงาน ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนั้น เป็นผู้ช่วยกู้สถานการณ์ใน TDD-1 สินะ"

"ใช่แล้วค่ะ"

"ความสำคัญของทั้งคู่คงไม่อาจปฏิเสธได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ"วิสเปิร์ด"และในส่วนของ ARX-7 แต่ว่านั่นก็นำไปสู่ปัญหาที่มันยังคงค้างคาอยู่ หน่วยข่าวกรองก็เอาแต่บ่นนั่นบ่นนี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แถมยังมีเรื่องของ"เรธ"เข้ามาอีก"

"..."

"น่าจะถึงเวลาที่เราควรจะพิจารณาถึงสถานการณ์ของพวกเขาได้แล้ว เห็นด้วยไหมผู้พัน?" บอร์ด้าถาม คารินินผงกศีรษะลงเล็กน้อยก่อนตอบด้วยนำเสียงสำรวมว่า

"ถูกต้องครับท่าน อย่างไรก็ตาม..."

"ผมไม่ต้องการระบบราชการ ถึงเราจะจัดการเรื่องต่างๆอย่างละมุนละม่อม แต่เราก็ไม่อาจหนีความจริงของความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานดังเช่นทุกวันนี้ไปได้"

"ครับผม"

"ความเห็นหนูล่ะ เทซซ่า?"

"...เช่นเดียวกับที่คุณลุงพูดค่ะ แต่..."

บอร์ด้ามีสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างมาก เขาจ้องตรงไปที่หล่อน

"แต่อะไร?"

"ไม่มีอะไรค่ะ..."

"ดี งั้นเราก็มาคุยถึงเรื่องแผนงานกัน"


*****
(จบบทที่ 2 Under the Water's Surface ส่วนที่1)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry